ikoh

ikoh

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ISMS BaseLine security

ISMS : ISO27001 Baseline Security Policy 
---------------------------------------------------
ข้อกำหนด 1-11

ข้อกำหนดที่ 1.นโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ (Security Policy)

1.1 การจัดการนโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศ (Information Security Policy)

1.1.1 วัตถุประสงค์

1.1.2 ทบทวนและการประเมินผลการดำเนินงาน (Review of the Information Security Policy)

 

ข้อกำหนดที่ 2. การจัดการโครงสร้างความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลสารสเทศ (Organization of Information Security)

2.1 การจัดการความมั่นคงปลอดภัยของหน่วยงานในองค์กร (Internal organization)

2.1.1 การกำหนดผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ (Management committee to Information Security)

2.1.2 การประสานงานด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ  (Information Security Co-ordination)

2.1.3 การกำหนดหน้าที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ (Allocation of Information responsibilities)

2.1.4 การอนุมัติสำหรับการใช้งานระบบสารสนเทศ (Authorization process for Information processing facilities)

2.1.5 ข้อตกลงในการรักษาความลับ (Confidentiality Agreements) 

2.1.6 การติดต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (Contact with Authorities)

2.1.7 การติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศ (Contact with special interest)

2.1.8 การตรวจสอบการดำเนินงานโดยหน่วยงานอิสระ (Independent review of Information security)

2.2 การจัดการความมั่นคงปลอดภัยสำหรับบุคคลภายนอก (External parties)

2.2.1 กำหนดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก (Identification of risk related to external parties)

2.2.2 กำหนดความเสี่ยงด้านความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศของลูกค้า (Addressing security when deal with customers)

2.2.3การระบุประเด็นด้านความมั่นคงปลอดภัยในเอกสารข้อตกลงที่ทำกับบุคคลภายนอก (Addressing security in third party agreement)

 

ข้อกำหนดที่ 3.การบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับบุคลากร

  -- ให้ใช้ระเบียบปฏิบัติและนโยบายของแผนก HR ว่าด้วยการสรรหาและว่าจ้าง รวมถึงการเลิกจ้าง

ข้อกำหนดที่ 4. การบริหารจัดการทรัพย์สินขององค์กร (Asset Management)

4.1 การกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบต่อทรัพย์สิน (Responsibilities for Assets)

4.1.1 การจัดทำรายการทรัพย์สิน (Inventory of Assets )

4.1.2 การกำหนดความรับผิดชอบให้แก่ทรัพย์สิน (Ownership of Asset)

4.1.3 ข้อกำหนดในการใช้งานทรัพย์สินที่เหมาะสม (Acceptable use of assets)

4.2  การจัดระดับชั้นความลับของข้อมูลสารสนเทศ (Information classification)

4.2.1 การจัดระดับชั้นความลับของข้อมูลสารสนเทศ (classification guideline)

4.2.2 การจัดทำป้ายชื่อและการจัดการข้อมูล (Information labeling and handling)

 

5.  ความปลอดภัยด้านกายภาพและสภาพสิ่งแวดล้อม (Physical and environment security)

5.1 พื้นที่ที่ต้องมีการรักษาความมั่นคงปลอดภัย (secure Area)

5.1.1 ความปลอดภัยของสถานที่โดยรอบ (Physical Perimeter)

5.1.2 การควบคุมการเข้าออกทางกายภาพ (Physical entry controls)

5.1.3 การรักษาความปลอดภัยของสำนักงานและสถานที่ปฏิบัติงาน (Security Offices, Rooms and Facilities)

5.1.4 การป้องกันภัยคุกคามจากสิ่งแวดล้อมภายนอก (Protect against external and environmental threats)

5.1.5 การทำงานในพื้นที่หวงห้าม (Working in secure Areas)

5.1.6 พื้นที่รับส่งของ (Loading Area)

5.2  ความปลอดภัยของอุปกรณ์ (Equipment security)

5.2.1 การติดตั้งและการป้องกันอุปกรณ์

5.2.2 ระบบสาธารณูปโภคที่มใช้สนับสนุนการปฏิบัติงาน (Supporting utilities)

5.2.3 การจัดวางสายเคเบิลให้มีความปลอดภัย (Cabling security)

5.2.4 การบังรุงรักษาอุปกรณ์ (Equipment Maintenance)

5.2.5 ความปลอดภัยของอุปกรณ์ซึ่งอยู่นอกสถานที่ (Security of equipment off-premises)

5.2.6 การทำลายหรือการนำอุปกรณ์กลับมาใช้ใหม่ (Secure disposal or re-use of equipment)

5.2.7 การเคลื่อนย้ายทรัพย์สิน (Removal of property)


ข้อกำหนดที่ 6. การจัดการด้านการสื่อสารและการปฏิบัติการ (Communications and operation management)

6.1  การแบ่งหน้าที่ในการปฏิบัติงานและการจัดทำเอกสารประกอบการปฏิบัติงาน (Operation procedure and responsibilities and Document operating procedures)

6.1.1 การกำหนดบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงาน

6.1.2 การจัดทำเอกสารกระบวนการในการปฏิบัติงาน (Document Operating procedures)

6.1.3 การบริหารการเปลี่ยนแปลง (Change management)

6.1.4 การแบ่งแยกสารสนเทศ (Segregation of duties)

6.2 การจัดการการใช้บริการจากหน่วยงานภายนอก (Third party service delivery management)

6.2.1 การส่งมอบงานหรือบริการ (service delivery)

6.2.2 การตรวตสอบการติดตามและการประเมินผลการดำเนินงานของหน่วยงานภายนอก (Monitoring and Review of third party services)

6.2.3 การบริหารการเปลี่ยนแปลงในบริการจากบุคคลภายนอก (Managing changes to third party services)

6.3  การวางแผนการใช้งานทรัพยากรสารสนเทศและการตรวจรับระบบสารสนเทศ (System Planning and Acceptable)

6.3.1 การบริหารจัดการความต้องการทรัพยากรสารสนเทศในองค์กร (Capacity Management)

6.3.2  การตรวจรับระบบ (system acceptance)

6.4 การป้องกันโปรแกรมไม่ประสงค์ดีและโปรแกรมแบบ Mobile code (Protection against malicious and mobile code)

6.4.1 มาตรการควบคุมโปรแกรมที่ไม่ประสงค์ดี (Control against malicious code)

6.4.2 มาตรการควบคุมโปรแกรมแบบ Mobile code (Controls against mobile code)

6.5 การสำรองข้อมูล (Backup system)

6.6 การบริหารความปลอดภัยของเครือข่าย (Network security management)

6.6.1 การควบคุมเครือข่าย (Network Controls)

6.6.2 ความมั่นคงปลอดภัยสำหรับบริการเครือข่าย (Security of Network Service)

6.7 การจัดการสื่อบันทึกข้อมูล (Media handling)

6.7.1 การจัดการสื่อบันทึกข้อมูล (Management of removable media)

6.7.2 การกำจัดสื่อบันทึกข้อมูล (Disposal of media)

6.7.3 การจัดเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการระบบ (Information handling procedure)

6.8 การแลกเปลี่ยนข้อมูล (Information Exchange Policy)

6.8.1 การแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศในองค์กร (Information exchange policies and procedures)

6.8.2 การแลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศระหว่างองค์กร (Exchange agreements)

6.8.3 การนำสื่อสำรองข้อมูลออกไปยังภายนอกองค์กร (Physical Media in Transit)

6.8.4 การส่งข้อความแบบอิเลคทรอนิคส์ (Electronic Messaging)

6.8.5 ความมั่นคงปลอดภัยระบบข้อมูลสารสนเทศเชิงธุรกิจ (Business Information Systems)

6.9 การให้บริการพาณิชย์อิเลคทรอนิคส์ (Electronic Commerce Services)

6.9.1 การเผยแพร่ข้อมูลแก่ภายนอก (Public available information)

6.10 การเฝ้าระวังด้านความมั่นคงปลอดภัย (Monitoring)

6.10.1 การเฝ้าระวังโดยการบันทึกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบสารสนเทศ (Audit Logging)

6.10.2 ตรวจสอบการใช้งานระบบ (Monitoring System use)

6.10.3 การป้องกันข้อมูลบันทึกเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการใช้งานระบบสารสนเทศ (Protection of log information)

6.10.4 การบันทึกกิจกรรมในการปฏิบัติงานของผู้ดูแลระบบ (Administrator and Operator log)

6.10.5 การบันทึกเหตุการณ์ที่เกิดจากความผิดพลาดของระบบสารสนเทศ (Fault logging)

6.10.6 การตั้งเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ตรงกัน (Clock Synchronization)

 

ข้อกำหนดที่ 7. การควบคุมการเข้าถึง (Access Control)

7.1 การบริหารจัดการการเข้าใช้งานของผู้ใช้งาน (User access management)

7.1.1 การลงทะเบียนผู้ใช้ (User registration)

7.1.2 การจัดการสิทธิ์การเข้าถึง (Privilege management)

7.1.3 การจัดการรหัสผ่านของผู้ใช้ (User password management)

7.1.4 การทบทวนสิทธิ์ของผู้ใช้ (Review of user access rights)

7.2 หน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ใช้ (User responsibilities)

7.2.1 การใช้รหัสผ่าน (Password use)

7.2.2 การจัดการด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์ที่ไม่มีผู้ดูแล (Unattended user equipment)

7.2.3 การเคลียร์หน้าจอคอมพิวเตอร์และการจัดเก็บโต๊ะทำงาน, เครื่องถ่ายเอกสาร,โทรสาร (Clear desk Clear screen policy)

7.3 การควบคุมการใช้งานระบบเครือข่าย (Network access control)

7.3.1 นโยบายในการใช้บริการเครือข่าย (Policy on use of network services)

7.3.2 การตรวจสอบผู้ใช้งานซึ่งมีการเชื่อมต่อจากภายนอก (User authentication for external connections)

7.3.3 การตรวจสอบอุปกรณ์ในระบบเครือข่าย (Equipment identification in networks)

7.3.4 การป้องกันพอร์ตที่ใช้ในการตรวจสอบและปรับแต่งระบบ (Remote diagnostic and configuration port protection)

7.3.5 การควบคุมการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย (Segregation in network)

7.3.6 การควบคุมการเลือกเส้นทางข้อมูลของเครือข่าย (Network connection control)

7.4 การควบคุมการเข้าใช้งานระบบปฏิบัติการ (Operation system access control)

7.4.1 กระบวนการในการเข้าใช้งานระบบอย่างปลอดภัย (Secure log-on procedure)

7.4.2 การตรวจสอบยืนยันผู้ใช้ (User identification and authentication)

7.4.3 ระบบบริหารจัดการรหัสผ่าน (Password management system)

7.4.4 การใช้งานยูทิลิตี้ของระบบ (Use of system utilities)

7.4.5 การจำกัดระยะเวลาในการงาน (Session time out)

7.5 การควบคุมการเข้าใช้งานแอพพลิเคชั่นและข้อมูล (Application and information access control)

7.5.1 การจำกัดการเข้าใช้งานข้อมูล (Information access restriction)

7.5.2 การแยกระบบข้อมูลที่มีความสำคัญ (Sensitive system isolation)

7.5.3 การใช้คอมพิวเตอร์แบบพกพาและการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย (Mobile computing and communication)

7.5.3.1 การป้องกันทางกายภาพ (Physical)

7.5.3.2 การป้องกันการเข้าถึงระบบ (Logical)

7.5.3.3 การเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายให้มีความปลอดภัย (Secure Connection)



ข้อกำหนดที่ 8 การจัดหา การพัฒนา และการบำรุงรักษาระบบข้อมูล (Information systems acquisition, development and maintenance)

8.1 การจัดทำข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ (Security requirements of information systems)
  ในการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์ หรือระบบต่างๆ เพื่อนำมาใช้ในองค์กรนั้น ควรต้องมีการประเมินว่า ฟีท์เจอร์ด้านความมั่นคงปลอดภัยของอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อลดความเสียหายอันเกิดจากระบบไม่สามารถรองรับปริมาณความต้องการใช้งานหรือไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยขององค์กรได้ โดยพิจารณาให้ระบบดังกล่าวมีฟีท์เจอร์ครอบคลุมประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้

8.1.1 การจัดซื้อจัดจ้างระบบปฏิบัติการ

  • การจัดการระบบ (เกี่ยวข้องกับ การอนุมัติและการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้ในระบบ)
  • การตั้งค่าระบบ (เกี่ยวข้องกับการตั้งค่า และการกำหนดบริการต่างๆ ที่มีในระบบ)
  • การตรวจสอบและเฝ้าระวังระบบ (เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ log ของกิจกรรมต่างๆ ในระบบ)
  • หากเกิดภัยพิบัติสามารถกู้คืนระบบได้ (เกี่ยวข้องกับการสำรองข้อมูลและการกู้คืนระบบ)
  • สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฏหมาย


8.1.2 การจัดซื้อจัดจ้างแอพพลิเคชั่น

  • การจัดการแอพพลิเคชั่น (เกี่ยวข้องกับการอนุมัติและการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้ในระบบ)
  • การจัดการข้อมูล (เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้เข้าใช้ข้อมูลสารสนเทศในระบบ)
  • การตั้งค่าของข้อมูลสารสนเทศ (สามารถกำหนดระดับชั้นความลับของข้อมูล ตลอดจนมาตรการป้องกัน เช่น การเข้ารหัส)
  • การตั้งค่าบนระบบแอพพลิเคชั่น (เกี่ยวข้องกับการตั้งค่า และกำหนกบริการต่างๆ ที่มีในระบบแอพพลิเคชั่น)
  • การตรวจสอบและเฝ้าระวังระบบแอพพลิเคชั่น (สามารถจัดเก็บ Audit log ของระบบได้)
  • หากเกิดภัยพิบัติสามารถกู้คืนระบบได้ (เกี่ยวข้องกับการสำรองข้อมูลและการกู้คืนระบบ)
  • สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฏหมาย

8.1.3 บริการ

  • การตั้งค่าของข้อมูลสารสนเทศ (สามารถกำหนดระดับชั้นความลับของข้อมูล ตลอดจนมาตรการป้องกัน เช่น การเข้ารหัส)
  • การตรวจสอบและเฝ้าระวังระบบที่ให้บริการ
  • สามารถกู้คืนระบบได้ (Fallback Arrangement)
  • สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฏหมาย

8.1.4 ระบบโครงสร้างพื้นฐาน

  • รองรับการตั้งค่าต่างๆ ตามที่กำหนดไว้ในระดับชั้นความลับ (Assuring confidentiality, Integrity and Availability)
  • รองรับการให้บริการอย่างต่อเนื่อง (High Availability)
  • หากเกิดภัยพิบัติสามารถกู้คืนระบบได้
  • สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฏหมาย
โดยต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องในการติดตั้งระบบและการทำงานในช่วงที่มีการพัฒนาระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัย เพื่อให้มั่นใจว่าได้มีการประเมินระบบที่ถูกออกแบบและพัฒนา เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความมั่นคงปลอดภัยที่กำหนดไว้แล้ว

8.2 การควบคุมการเข้ารหัสข้อมูล (Cryptographic controls)
8.2.1 นโยบายควบคุมการเข้ารหัสข้อมูล (Policy on the use of Cryptographic controls)

  • ห้ามติดตั้งซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการเข้ารหัสที่องค์กรไม่อนุญาตให้ใช้
  • การเข้ารหัสข้อมูลใดๆ ให้เป็นไปตามข้อกำหนดในเอกสาร การจัดลำดับชั้นความลับ ขององค์กร
  • ความยาวของคีย์ที่ใช้ในการเข้ารหัสต้องไม่น้อยกว่า 56 บิต สำหรับการเข้ารหัสแบบสมมาตร (Symmetric) และแบบ อสมมาตร (Asymmetric) ต้องมีความยาวไม่น้อยกว่าตามที่ตกลงกันไว้
8.2.2 การจัดการกุญแจเข้ารหัส (Key Management)

  • กระบวนการในการจัดการกุญแจเข้ารหัส (key management) จะต้องสอดคล้องกับเทคนิคการเข้ารหัสที่องค์กรนำมาใช้
  • ระบบการจัดการกุญแจเข้ารหัสนั้นจะต้องประกอบไปด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ ดังต่อไปนี้
  • การสร้างกุญแจเข้ารหัส (Key generation)
  • การเปลี่ยนกุญแจเข้ารหส (Key change)
  • การนำกุญแจเข้ารหัสมาใช้ใหม่ (Key renewal)
  • ในการสร้างกุญแจเข้ารหัสใหม่ ทุกครั้งต้องได้รับการอนุญาตจากผู้บริหารอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
8.3 ความปลอดภัยของไฟล์ระบบ (Security of system files)
8.3.1 การควบคุมซอฟท์แวร์ที่ใช้ในระบบปฏิบัติการ (Confidential of operation software)
  • ต้องมีกระบวนการควบคุมซอฟท์แวร์ที่นำมาใช้ในการปฏิบัติงาน
  • ต้องมีการควบคุมการอัพเดทเวอร์ชั่นของซอฟท์แวร์ทุกครั้ง
  • การตั้งค่าหรือเปลี่ยนแปลงค่าใดๆ (Configuration) ในระบบจะต้องมีการควบคุมทุกครั้ง
8.4 ความปลอดภัยในกระบวนการพัฒนาและกระบวนการสนับสนุนการปฏิบัติงาน (Security in development and support process)
8.4.1 การทบทวนมาตรการควบคุมเชิงเทคนิคของแอพพลิเคชั่นภายหลังที่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ บนระบบปฏิบัติการ ดังต่อไปนี้ (Technical review of applications after operating system changes)

  • เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือปรับปรุงประสิทธิภาพของระบบปฏิบัติการ ควรมีการแจ้งล่วงหน้าเพื่อให้สามารถทบทวน และทดสอบระบบแอพพลิเคชั่นก่อนใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีผลกระทบต่อการทำงาน หรือกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของระบบสารสนเทศ
  • ปฏิบัติตามกระบวนการควบคุมการเปลี่ยนแปลง (Change Management Procedure)
8.4.2 การจำกัดการเปลี่ยนแปลงในแพ็คเกจซอฟท์แวร์ที่ใช้ (Restrictions on change to software)

  • ห้ามมิให้มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ บนซอฟท์แวร์สำเร็จรูป
8.4.3 การควบคุมการรั่วไหลของข้อมูล (Information leakage)

  • จัดเตรียมรายชื่อซอฟท์แวร์ที่ได้รับการอนุมัติให้ติดตั้งได้โดยไม่ต้องขออนุญาต (pre-approved software)
  • การจัดซื้อ การใช้งาน และการแก้ไขใดๆ จะต้องได้รับการควบคุม โดยพิจารณาประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
- จัดซื้อซอฟท์แวร์ ที่สามารถตรวจสอบซอสโค้ดของโปรแกรมดังกล่าวได้ หรือ
- จัดซื้อซอฟท์แวร์จากบริษัทที่เชื่อถือได้เท่านั้น
- ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองแล้ว

8.5 การบริหารจัดการช่องโหว่ (Technical Vulnerability Management)
8.5.1 การควบคุมช่องโหว่ (Control of technical vulnerabilities)
  • ต้องกำหนดขั้นตอนการจัดการแพทช์ เพื่อการบริหารปรับปรุงประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของระบบปฏิบัติการ/แอพพลิเคชั่น
  • ต้องแต่งตั้งให้มีผู้รับผิดชอบในการติดตามข่าวสารและดำเนินการแก้ไขเมื่อพบช่องโหว่ในระบบ
  • ต้องรายงานให้คณะกรรมการบริหารด้านความมั่นคงปลอดภัยทราบถึงช่องโหว่ที่พบ พร้อมทั้งรายงานสรุปผลการดำเนินงานเมื่อปิดช่องโหว่นั้นแล้ว
****************************************************************************

ข้อกำหนดที่ 9 การบริหารจัดการเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย (Information security incident management)

9.1 การรายงานเหตุการณ์และจุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัย (Reporting information security events and weakness)
9.1.1 การรายงานเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย (Reporting information security events)

  • จัดเตรียมช่องทางที่ใช้ในการรายงานเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย และเผยแพร่ให้บุคลากรในองค์กรทราบ
  • จะต้องมีรายงานเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย ตามกระบวนการรายงานเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยและจุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security and Weakness Reporting procedure)

9.1.2 การรายงานจุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัย (Reporting security weakness)

  • จัดเตรียมช่องทางที่ใช้ในการรายงานจุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัย และเผยแพร่ให้บุคลากรในองค์กรทราบ
  • จะต้องมีรายงานจุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัย ตามกระบวนการรายงานเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยและจุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัย (Security and Weakness Reporting procedure)
  • ไม่พยายามแก้ไขหรือปิดช่องโหว่ที่พบ โดยไม่ได้รับอนุญาต

9.2 การบริหารและการปรับปรุงการรับมือกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย (Management of information security incidents and improvements)
9.2.1 การกำหนดผู้รับผิดชอบดำเนินการและขั้นตอนการดำเนินการ (Responsibilities and procedure)
ต้องมีการกำหนดขั้นตอนในการจัดการเหตุการณ์และจุดอ่อนด้านความมั่นคงปลอดภัย สำหรับเหตุการณ์ในแต่ละรูปแบบ ได้แก่

  • ระบบสารสนเทศล้มเหลว ไม่สามารถให้บริการได้
  • มีการแพร่กระจายของไวรัสคอมพิวเตอร์ในระบบ
  • ระบบสารสนเทศถูกโจมตี จนทำให้ไม่สามารถให้บริการได้
  • เกิดความผิดพลาดในการทำงานของระบบสารสนเทศ เนื่องจากขาดการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในระบบสารสนเทศ
  • มีการละเมิดความลับของข้อมูล
  • มีการใช้งานระบบสารสนเทศโดยมิชอบ
9.3 การบริหารจัดการและปรับปรุงการรับมือกับเหตุการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัย
9.3.1 การเรียนรู้เหตุการณ์ด้านปลอดภัยของข้อมูล (Learning from information security incidents)
ควรมีการสรุปและรวบรวมประเภทเหตุการณ์และจุดอ่อนของความมั่นคงปลอดภัย ตลอดจนผลกระทบอันเกิดจากเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงวิธีรับมือให้มีประสิทธิภาพต่อไป

9.3.2 การเก็บรวบรวมหลักฐาน (Collection of evidence)
ในกรณีที่ต้องมีการเก็บรักษาหลักฐานสนับสนุนอื่นๆ เช่น Email, Admin, Firewall, Access,ข้อความ exception และระบบตรวจจับการบุกรุก และ log ที่เกี่ยวข้อง โดยวิธีการเก็บรวบรวมหลักฐานควรจะสอดคล้องกับแนวทางในการเก็บรวบรวมและจัดการกับหลักฐาน


ข้อกำหนดที่ 10 การบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ (Business continuity management)
    10.1 จัดทำกรอบการดำเนินการในการวางแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business continuity planning framework)
ควรกำหนดกรอบการดำเนินงานแบบเดียวกันเพื่อให้แผนการที่จัดทำขึ้น มีความสอดคล้องกันทั้งระบบ โดยกรอบการดำเนินงานควรประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการ คือ

  • ขั้นตอนการเริ่มดำเนินงาน (Activation Procedure) – เพื่ออธิบายถึงรายละเอียดของขั้นตอนต่างๆ ที่ต้องทำก่อนเริ่มที่จะใช้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ
  • ขั้นตอนกรณีฉุกเฉิน (Emergency Procedure) – การปฏิบัติกรณีฉุกเฉินที่จะต้องนำมาใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คุกคามการดำเนินธุรกิจ หรือชีวิต
  • ขั้นตอนการติดตั้งระบบสำรอง (Fallback Procedure) – ดำเนินการติดตั้งระบบสำรอง ณ สถานที่สำรองที่จัดเตรียมไว้ เพื่อให้สามารถให้บริการต่อได้ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
  • ขั้นตอนการทำฟื้นฟูระบบ (Resumption Procedure) – อธิบายขั้นตอนในการฟื้นฟูระบบงานเก่าให้สามารถกลับมาให้บริการได้ตามปกติ


10.2 การประเมินความเสี่ยงและความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business continuity and risk assessment)

  • การประเมินความเสี่ยงต้องพิจารณาถึงกระบวนการทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่เพียงแต่ประเมินความเสี่ยงระบบสารสนเทศเท่านั้น
  • ควรมีการประเมินผลกระทบทางธุรกิจเพื่อให้สามารถระบุเหตุการณ์ที่มีผลกระบวนการทางธุรกิจหยุดชะงักได้


10.3 การพัฒนาและจัดทำแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจรวมถึงความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูลสารสนเทศ (Developing and implementing continuity plans including information security)

  • แผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจต้องประกอบไปด้วยประเด็นต่างๆ ดังต่อไปนี้
           o ระบุกระบวนการทางธุรกิจที่มีความสำคัญ
           o ลำดับความสำคัญของกระบวนการต่างๆ ที่ต้องถูกกู้คืนกลับมา
           o กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องและการเตรียมการในกรณีฉุกเฉิน
           o จัดทำเอกสารถึงกลยุทธในการกู้คืนระบบ (สำหรับ hot/cold site ทรัพยากรที่ใช้)
           o จัดทำเอกสารเกี่ยวกับขั้นตอนการดำเนินงาน
  • แผนดังกล่าวต้องครอบคลุมถึงความต่อเนื่องของกระบวนการทางธุรกิจและยริการที่สำคัญซึ่งรวมถึงพนักงาน ข้อกำหนดในการดำเนินงาน และการกู้คืนระบบการให้บริการต่างๆ จากภัยพิบัติ
  • พนักงานควรได้รับการอบรมเกี่ยวกับขั้นตอนการกู้คืนระบบที่ได้จัดทำไว้แล้ว ทั้งนี้จะต้องทำการทดสอบเป็นประจำเพื่อให้พนักงานเข้าใจขั้นตอนและสามารถปฏิบัติงานได้ เมื่อต้องนำแผนบริหารความต่อเนื่องมาใช้


10.4 การทดสอบ การบำรุงรักษา และการประเมินแผนการบริหารความต่อเนื่องของธุรกิจ (testing, maintenance and re-assessing business continuity plans)

  • ควรมีการทดสอบด้านความต่อเนื่องของธุรกิจอย่างน้อยปีละครั้ง
  • จะต้องจัดทำวิธีการทดสอบก่อนที่จะทำการทดสอบจริง
  • ข้อผิดพลาดหรือปัญหาที่พบในระหว่างการทดสอบจะต้องได้รับการแก้ไขให้เหมาะสมต่อไป



ข้อกำหนดที่ 11

----------------------------------
ข้อกำหนดแต่ละข้อ จะทยอยนำมาลงนะครับ
ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน


วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2562

วิธีขัดโคมไฟหน้ารถ

วิธีทำให้โคมไฟกลับมาสดใสเหมือนเดิม


มีหลายวิธีที่ออกมาตาม youtube ที่บอกถึงการขัดโคมไฟให้ใสสว่าง...และ
มีหลายสินค้าที่ทำออกมาเพื่อขาย ซึ่งก็แล้วแต่ใครจะซื้อไปใช้ และจะได้ผลหรือไม่นั้นก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป ...  สำหรับวันนี้ผมขอเสนอวิธีการขัดโคมไฟที่ผมได้ไปหาข้อมูลมา แล้วลองทำดู ปรากฏว่าได้ผลเกินคาด... ลองดูนะครับ

ขั้นตอนที่ 1
- ล้างโคมไฟด้วยน้ำให้สะอาด แล้วใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ 600  นำมาขัดกับน้ำ เอาคราบต่างๆ หรือรอยสีเหลืองๆ ออกให้หมด สังเกตุว่าโคมไฟจะเริ่มขุ่นๆ มัวๆ สักหน่อย ไม่ต้องตกใจ ขัดจนทั่วโคมแล้วเช็คหรือทำความสะอาด...

ขั้นตอนที่ 2
- ให้ใช้กระดาษทรายน้ำเบอร์ 1000 ขัดละเอียดอีกรอบหนึ่ง เพื่อให้พื้นผิวของโคมไฟไม่มีรอยขูดขีดจากการใช้กระดาษทรายเบอร์ 600  เมื่อขัดจนทั่วแล้ว ใช้ผ้าเช็คคราบ เช็คฝุ่นออก ปล่อยให้แห้ง

ขั้นตอนที่ 3
- นำกระดาษหนังสือพิมพ์มาปิดรอบๆ โคมไฟ โดยใช้กระดาษกาวปิดขอบไม่ให้กระดาษหลุด จากนั้นให้ใช้ แลคเกอร์ หรือ clear (กระป๋องละ 50 กว่าบาท ที่ใช้พ่นทับสีรถยนต์เพื่อให้เกิดเงาและเคลือบสี) ตั้งระยะห่างพอสมควร อย่าให้ละอองพ่นกระจายมากเกินไป  ค่อยๆ พ่นไล่ไปจนทั่ว... จากโคมไฟที่ขุ่นมัว จะกลับมาใสปิ๊ง..เหมือนเดิม และใสทนนานกว่าการขัดด้วยน้ำยาหรือครีม บางยี่ห้อ...



ผมลองมาแล้ว ได้ผลดีครับ...
ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน






วันอาทิตย์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2562

ความรู้เบื้องต้นเมื่อรถเสีย

เมื่อรถของคุณเสีย มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง?


ก่อนจะขับรถไปใหนมาใหน ไม่ว่าจะใกล้ จะไกล ต้องเตรียมรถให้พร้อม นำรถเข้าศูนย์บริการเมื่อครบกำหนด ตรวจตราสภาพรถเล็กๆน้อยๆ ก่อนขับออกจากบ้าน โดยการสังเกตุสิ่งที่ผิดไปจากที่เดิมที่เคยขับ
ไม่ว่าจะเป็นเสียงมาจากรถ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน   อาการโยกๆ กระแทกปึ๊กปั๊ก... ไฟหน้าปัด โชว์เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยเห็น.....อื่นๆ บลาๆๆ

เมื่อเจอเหตุการณ์ ขับรถไปแล้วเกิดรถเสียระหว่างทาง

ตั้งสติ อย่าตกใจ
พยายามประคองการขับรถ หรือ พยายามพารถของตนเอง ให้พ้นการกีดขวางการจราจร
แก้ไขบางอย่างเฉพาะหน้า หรือเท่าที่ทำได้
เปิดไฟฉุกเฉิน แล้วเรียกเจ้าหน้าที่ หรือ ช่างที่เคยเรียกประจำ/อู่ใกล้เคียง หรือหน่วยงานที่ดูแลด้านนี้ เช่น *1808 (จส100)  / 1137 (สวพ91) / 1543 (ทางด่วน) / 1193 (ตำรวจทางหลวง)

ความร้อนขึ้น
ดูจากเข็มวัดความร้อนถึงระดับ H  หรือ ไฟหน้าปัดบอก อุณหภูมิระดับ H  รถรุ่นเก่าจะใช้เข็มเป็นตัวบอก ส่วนรถรุ่นใหม่ๆ จะใช้บอกอุณหภูมิแบบดิจิตอล


ไฟเครื่องยนต์จะโชว์   
รถจะเร่งไม่ขึ้น

สาเหตุเกิดจาก
1 หม้อน้ำ  - น้ำในหม้อน้ำแห้ง  / หม้อน้ำรั่ว / หม้อน้ำสกปรก อุดตัน / ฝาปิดหม้อน้ำเสื่อมสภาพ
2 ท่อน้ำต่างๆ ที่ต่อเข้าเครื่องและหม้อน้ำแตก/ซึม/รั่ว ทำให้น้ำแห้ง
3 พัดลมหม้อน้ำไม่ทำงาน หรือหมุนช้า(เสื่อม)
4 ปั๊มน้ำไม่ทำงาน
5 วาล์วน้ำ (วาล์วเปิดปิดน้ำ) ไม่ทำงาน

วิธีการแก้ไขเบื้องต้น - ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำโดยเด็ดขาด ในขณะที่เครื่องยนต์มีความร้อนจัด ควรรอให้อุณหภูมิของเครื่องยนต์ลดลงก่อน แล้วให้เติมน้ำ ที่กระบอกพักน้ำเท่านั้น  ถ้าเติมน้ำลงไปที่หม้อน้ำตรงๆ เครื่องยนต์จะได้รับความเสียหาย - ฝาสูปโกร่ง  ถ้าอาการหนัก ไม่ควรขับต่อ เรียกรถให้มาลากเข้าอู่อย่างเดียวครับ

รถสตาร์ทไม่ติด
อาการคือ เมื่อกดสตาร์ท หรือ บิดกุญแจ จะมีอาการ ดังนี้
1- เสียงดังแกรกๆๆๆ ช้าๆ ตอนบิดกุญแจ ธรรมชาติของคนก็จะปิดกุญแจ แล้วเปิดใหม่ เสียงก็จะดังแกรกๆๆ ช้าๆ เหมือนไม่มีแรง ลองทำแบบนี้หลายครั้งหลายหน จนเงียบไปเลย กดหรือบิดยังไงก็ไม่ติด แสดงว่า แบตเตอรี่ เสื่อมสภาพ ไม่มีไฟ หรือมีไฟไม่พอ เนื่องจากจอดรถทิ้งไว้ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานาน

  - เปิดฝากระโปรง ตรวจดูขั้วแบตเตอรี่ ลองเอามือขยับสายไฟที่ขั้วแบตฯ ว่ามันหลวมไหม? มีขี้เกลือขึ้นคราบสกปรกไหม? ลองเอาประแจมาเคาะๆ แล้วขันให้แน่น ลองสตาร์ทใหม่
  - ถ้าไม่มีไฟขึ้นที่หน้าปัดเลย ให้หาแบตเตอรี่อื่นมาพ่วง หรือ ใช้แบตเตอรี่แบบพกพา มาช่วยในการสตาร์ท


2- เมื่อกดหรือบิดเพื่อสตาร์ทเครื่อง อาการคือไม่มีเสียงอะไรเลย ไม่มีเสียงจากมอเตอร์สตาร์ท(ไดสตาร์ท)  สังเกตุไฟหน้าปัดติด ลองบีบแตรก็ดัง แต่ได ไม่ทำงาน  น่าจะ...
     -  ระบบไฟฟ้าของรถเสียหาย สายไฟ  หรือ ฟิวส์ขาด
     - ไดสาตร์ทเสีย

3- เมื่อกดปุ่มสตาร์ทหรือบิดกุญแจแล้ว มีเสียงจากไดสตาร์ท เสียงแกรกๆๆ สังเกตุว่ารอบการหมุนของมอเตอร์มีความเร็วพอสมควร แต่เฟืองด้านในไม่ไปแตะเพื่อหมุนเครื่องยนต์
    - ให้ลองเอาไม้แข็งๆ หรือประแจ ที่พอหาได้ และยาวพอที่จะ กระแทก หรือ เคาะ ตรงไดสตาร์ท เพื่อกระตุ้นให้มันสักหน่อย แล้วลองสาตร์ทอีกครั้ง
    - ถ้าทำการเคาะ/กระแทกแล้ว ยังเหมือนเดิม คือ สาตร์ทไม่ติด ก็ต้องเรียกช่าง หรือลากเข้าอู่ โดยอาการเสียก็น่าจะเป็นที่
            - ถ่านหมด  ช่างก็จะเปลี่ยนถ่านใหม่ให้
            - อาจจะมีมีวงจรไฟฟ้าข้างในเสีย ต้องซ่อม
            - เปลี่ยนอะไหล่ที่เสียหาย เช่น ลูกปืน / ทุ่น / เฟือง
            - บางที ถ้าอาการหนักๆ ช่างก็จะไม่เปลี่ยนอะไหล่ เขาอาจจะใหเปลี่ยนไดใหม่เลย

หน้าตาของไดสตาร์ทจะเป็นแบบนี้ รถแต่ละยี่ห้อก็จะมีรูปร่างและขนาดแตกต่างกันไป แต่ลักษณะจะออกแนวนี้เป็นท่อนกลมๆ ยาวหนึ่งอัน และสั้นหนึ่งอันวางคู่กันอยู่  ให้เอาเหล็กหรือไม้เคาะตัวที่ยาว เพื่อกระตุ้นหรือทำให้แกนข้างในมันเข้าที่






4 อาการต่อเนื่อง กรณีแบตเตอรี่ ไม่มีไฟ สาเหตุมาจาก
           -  แบตเตอรี่หมดอายุ (แบตฯรุ่นใหม่อายุใช้งานประมาณ 2 ปี) แบตเตอรี่ไม่เก็บไฟ
           - มอเตอร์ชาร์ท หรือ ไดชาร์ท ไม่ทำงาน ชาร์ทไฟไม่เข้าแบตฯ


รอบเครื่องตก หรือ รอบเดินเบาไม่นิ่ง สดุด

อาการคือ เมื่อสตาร์ทเครื่องยนต์แล้ว บางจังหวะเครื่องยนต์จะเบา มีอาการสั่นๆ สังเกตุที่เกจวัดรอบ โดยปกติรอบเครื่องยนต์จะอยู่ 800-900  จังหวะที่เข็มตกลงมาต่ำอยู่ที่ขีด 600-700 เครื่องจะสั่น ถ้ามันเกิดตอนที่ขับรถอยู่ เราจะเร่งความเร็วรถไม่ได้ ความเร็วจะวูบลง บางครั้งอาการหนักหน่อย เครื่องยนต์จะดับไปเลย ซึ่งสาเหตุมาจากหลายอย่าง...พอที่จะเดาได้ จากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่บางคนอาจจะมองข้าม ดังนี้

1 กรองอากาศ สกปรกอุดตัน หรือ ใส่กรองผิดด้าน (บางรุ่นใส่ผิด จะออกอาการรอบเดินไม่นิ่ง)
2 สายดินของระบบกรองอากาศต่อไม่ครบ/ไม่แน่น หรือ ระบบแอร์โฟล์ ผิดปกติ
3 หัวเทียนหมดสภาพ
4 ปลั๊กหัวเทียน(คอยซ์)  หมดสภาพ/เสีย

- กรองอากาศ ควรเปลี่ยนทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง หรือ นำออกมาเป่าทำความสะอาดบ่อยๆ
- รถยนต์ที่ใช้แก๊ส LPG/NGV ควรเปลี่ยนหัวเทียน เร็วกว่ารถใช้น้ำมัน

ถ้าอาการที่ว่ามา ได้เปลี่ยนอะไหล่ หรือ แก้ไขแล้ว แต่ยังเกิดอาการแบบนี้อีก น่าจะเกิดจากอะไหล่บางตัว เพราะบางทีมันทำงานได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ทำให้เครื่องสดุด  เช่น

   - ปั๊มติ๊ก หรือ ตัวดูดน้ำมันจากถังเข้ามาที่เครื่องยนต์
   - ตัวกรองน้ำมันอุดตัน
   - รถบางรุ่น บางยี่ห้อ จะมีอุปกร์บางอย่างที่ใช้ร่วมกันในการดูดน้ำมันเข้าเครื่องยนต์ อย่างปั๊ม AC หรืออื่นๆ
   - ถ้าขับๆ อยู่ แล้วเครื่องดับไปเฉยๆ ให้ดูด้วยว่า น้ำมันหมดหรือไม่?


ของอื่นๆ ที่จำเป็นติดไว้ในรถ

นอกจาก อะไหล่/อุปกรณ์ฉุกเฉินพื้นฐานที่รถยนต์ที่ออกมาจากศูนย์จะต้องมีให้  คนใช้รถควรจะเพิ่มไว้ในรถก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

อุปกรณ์พื้นฐานที่ติดมากับรถ
1 ยางและกระทะล้อ  (ยางอะไหล่)
2 แม่แรงพร้อมเหล็กสำหรับหมุน
3 ประแจขันน๊อตล้อ และชุดประแจอื่นๆ 
4 ถังดับเพลิง  (บางรุ่น)
5 ป้ายฉุกเฉิน (สะท้อนแสง)  (บางรุ่น)

สิ่งที่ควรติดไว้ในรถ เพิ่มเติม
1 ไฟฉาย (อันเล็กๆ และตรวจดูสภาพว่าใช้ได้หรือไม่)
2  แบตเตอรี่แบบพกพา (สำหรับรถยนต์) หรือ สายพ่วงแบตเตอรี่
3 กรรไกร/คัตเตอร์ สำหรับตัดสายเข็มขัดนิรภัย 
4 ไขควง หรือ ฆ้อนเล็ก สำหรับทุบกระจก
5 เบอร์โทรช่าง/อู่  เบอร์รถยก/รถลาก

กรณีที่ต้องเดินทางในถิ่นทุรกันดาร
6 เครื่องสูบลมขนาดเล็ก
7 สายยาง (สำหรับดูดน้ำมัน)
8 สายลาก 
9 ชุดเครื่องมือ(ที่จำเป็น)

เรื่องจำเป็นที่ต้องทำเกี่ยวกับรถยนต์  (เช็คสภาพรถ)
1. เปลี่ยนน้ำมันเครื่องทุก 5 พัน กม. หรือ 7 พัน - หมื่น กม. กรณีใช้น้ำมันสังเคราะห์
2. เปลี่ยนกรองน้ำมันเครื่องทุกครั้งที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
3. เปลี่ยนน้ำมันเกียร์เมื่อครบ 3 หมื่น กม.
4. ยางปัดน้ำฝน เปลี่ยนเมื่อสึกหรอ (ปัดแล้วไม่รีดน้ำ)
5. เช็คน้ำกลั่นแบตเตอรี่ อย่าให้น้ำกลั่นแห้ง
6. แบตเตอรี่ ถ้ามีคราบขี้เกลือขึ้นตรงขั้ว ให้ทำความสะอาด หรือใช้น้ำร้อนเท
7. เช็คหลอดไฟทุกส่วน เช่น ไฟหน้า ไฟหรี่ ไฟท้าย ไฟเบรค ไฟเลี้ยว
8. เช็คลมยางเดือนละครั้ง
9. เช็คลมยางอะไหล่ ก่อนเดินทางไกล
10. ดูน้ำในหม้อน้ำ หรือถังพักน้ำ

คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้งเมื่อขับรถ



เล่าจากประสบการณ์ที่ใช้รถหลายยี่ห้อ และมีน้องทำงานอยู่ศูนย์รถยนต์
อาจจะไม่ตรงเป๊ะๆ แต่ก็พอแนะแนวทางให้ เผื่อเจอปัญหาแบบเดียวกัน ให้คิดแบบนี้ไว้ก่อน จะได้ไม่โดนช่างขี้โกง ฟันหัวแบะ....ครับ

ตอนนี้น้องอยู่ศูนย์ฮุนได...
ใครอยากจะซื้อ อยากจะซ่อมฮุนได H1  เชิญมาปรึกษากันได้ครับ
ไปซ่อมที่ใหนแล้วไม่จบ มาหาเราได้ ยินดีให้บริการ















ทางเลี่ยงรถติดในช่วงเทศกาล (ขอนแก่น ไป นครราชสีมา)

เส้นทางเลี่ยงรถติด

ถนนหมายเลข ๒ หรือถนนมิตรภาพ เป็นเส้นทางหลักที่ใช้เดินทางระหว่าง กทม. กับ หลายจังหวัดในภาคอิสาน ซึ่งจะมีปัญหาการจราจรหนาแน่น จนถึงติดขัดหลายชั่วโมงในช่วงเทศกาล ปีใหม่ สงกรานต์ หรือวันหยุดต่อเนื่องหลายวัน

วันนี้จึงขอแนะนำเส้นทางที่ใช้เลี่ยงรถติด ช่วงขาล่องเข้า กทม. นะครับ

คำเตือน --- อุดรธานี - ขอนแก่น ก่อนถึง อ.น้ำพอง อย่าขับเร็วเกิน 90 กม./ชม. นะครับ มีกล้องถ่ายภาพจับความเร็ว

ขอนแก่น -> นครราชสีมา
เมื่อท่านออกจากขอนแก่นมาแล้ว สังเกตุว่ารถมันเยอะ แน่นๆ ลองไปตามเส้นทางนี้นะครับ ถึงจะไกลกว่าเดิมสักหน่อยแต่ก็พอจะเลี่ยงรถติดได้บ้าง

 - เมื่อออกจากขอนแก่นมาแล้ว  มองหาป้ายบอกทางที่ไป อ.โกสุมพิสัย เส้นทางหมายเลข 208  เมื่อเจอแล้วให้เลี้ยวซ้ายไปทางโกสุมพิสัย ขับไปประมาณ 14 กม. ถึงบ้านหนองเขื่อน จะมีทางแยกให้เลี้ยวขวา เพื่อเข้าไปใช้ถนนหมายเลข 2300



 - เมื่ออยู่บนเส้น 2300 ให้ขับไปอีกประมาณ 30 กม. แล้วจะมาถึงแยกที่ตัดกับเส้น 23 (ถนนแจ้งสนิท) ให้เลี้ยวขวา ผ่านหน้า รร.บ้านหนองแหน ขับไปอีกประมาณ 9 กม. จะเจอแยกบ้านหินตั้ง ให้เลี้ยวซ้ายเข้าถนนหมายเลข 2301 เพื่อไปหนองสองห้อง ขับไปอีกประมาณ 36 กม. จะมาเจอแยกที่ตัดกับถนนหมายเลข 2440 หนองสองห้อง - เมืองพล  (ถ้าเลี้ยวขวาจะไป อ.พล)   ให้เลี้ยวซ้ายไปหนองสองห้อง ผ่านหน้า รพ. หนองสองห้อง ให้ขับตรงไปเรื่อยๆ  (ตามถนนเจนจบทิศ) ประมาณ 34 กม.



จะมาเจอแยกที่ตัดกับถนนหมายเลข 202 บ้านใหม่ไชยพจน์ (ถ้าเลี้ยวซ้ายจะไป อ.พยัคฆภูมิพิสัย)  ให้เลี้ยวขวา เข้า อ. ประทาย เมื่อถึงตัวเมืองให้ตรงไป เมื่อมาเจอ 4 แยก ให้ตรงไปอีก ทางไป อ.โนนแดง ซึ่งถนนจะเปลี่ยนเป็นเส้นหมายเลข 207 เพื่อไปบรรจบถนนมิตรภาพที่บ้านวัด
-- เมื่อกลับเข้ามาใช้ถนนมิตรภาพอีกครั้ง แน่นอนว่ารถก็ยังติดเหมือนเดิม (น่าจะค่อยขยับๆไปทีละนิดๆ) ในช่วงนี้ให้อดทนขับไปเรื่อยๆ ครับ
 - ขับมาถึงอำเภอโนนสูง ตรงแยกตลาดแค เจอป้ายบอกทางไป อ.พิมาย ให้เลี้ยวซ้ายออกไปทาง อ.พิมาย ตามถนนหมายเลข 206 ขับไปประมาณ 10 กม. ผ่านหน้าศาลจังหวัด ตรงไฟแดงให้เลี้ยวขวา เข้าตัวอำเภอ  แล้วขับไปอีกปีะมาณ 2 กม. ให้อยู่เลนขวาไว้ก่อน มองหาป้ายที่จะไป อ.จักราช




 - มาแยกถึงไฟแดง (โลตัส) ให้เลี้ยวขวา ออกไปทาง อ.จักราช ถนนหมายเลข 3036  ขับชมป่าเขาลำเนาไพร หมู่บ้านตำบล ไปเรื่อยๆ ถ้าขับกลางคืนก็ค่อยๆ มองป้าย หรือหลักกิโลเมตรไปเรื่อยๆ ขับไปประมาณ 25 กม. ไปทาง อ.ห้วยแถลง จนมาถึงแยกตัดกับถนนหมายเลข 226 (ห้วยแถลง - โคราช) ให้เลี้ยวขวา หรืออาจจะต้องเลี้ยวซ้ายไปก่อนเพื่อกลับรถเพื่อเข้าโคราช ตามถนนหมายเลข 226  ผ่าน อ.เฉลิมพระเกียรติ ประมาณ 60 กม. ก็จะเจอเส้น 224 (ราชสีมา-โชคชัย) ก็จะถึงโคราช


---- เข้าเมืองโคราช ? หรือจะไปทางอื่น ? ถ้าจะเลี่ยงมิตรภาพ.... ก่อนที่จะเข้าเมือง ขับมาเรื่อยๆ ตามเส้น 226 ก่อนถึงหัวทะเล จะเป็นสะพานลอยยาวๆ ไม่สามารถเลี้ยวซ้ายไปใช้ถนนหมายเลข  1111 (เลี่ยงเมือง) ได้ ให้ข้ามสะพานลอยมาก่อนแล้วค่อยกลับรถมาเลี้ยวขวาลอดใต้สะพาน เพื่อไป อ. โชคชัย  หรือจะตรงไปก่อนก็ได้ จะเจอแยกที่ตัดกับเส้น 224 เหมือนกัน เมื่อเจอแยกให้ออกซ้ายไปทาง อ.โชคชัย ขับมาประมาณ 5 กม. เจอแยกไฟแดง... (ให้เลือก)
- ถ้าเลี้ยวขวา จะเป็นการใช้เส้นวงแหวนรอบเมือง หมายเลข 290 มาตัดกับเส้น 304 ถ้าออกซ้าย จะไป อ.ปักธงชัย  หรือถ้าตรงไปก็จะไป อ.สีคิ้ว เข้ามิตรภาพ
- ถ้าตรงไป จะเข้า อ.โชคชัย และเข้าถนนหมายเลข 24 เพื่อไปตัดกับเส้น 304 ที่ อ.ปักธงชัยได้เช่นกัน      



      ก่อนถึง สี่แยก อ.ปักธงชัย ต้องตัดสินใจว่าจะไปทางใหน? จะไปใช้เส้น 24 เพื่อตรงไปต่างระดับสีคิ้ว แล้วไปใช้ถนนมิตรภาพ ระยะทางอาจจะใกล้กว่า (แต่ติดกว่า) หรือจะเบี่ยงออกมาใช้เส้น 304 เส้นวังน้ำเขียว - กบินทร์บุรี - ปราจีนบุรี - ฉะเชิงเทรา - มอเตอร์เวย์ - ไป ชลบุรี หรือ เข้า กทม. ระยะทางจะไกลกว่า.. อันนี้ต้องตัดสินใจให้ดี....

ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพกันทุกคนครับ.....



แผนที่เส้นทางเลี่ยง


ถนนมอเตอร์เวย์ โคราช-บางปะอิน  
คาดว่าจะได้ใช้ปลายปี 2564 จะเป็นถนนที่จะมาช่วยแบ่งเบาการจราจรของถนนมิตรภาพได้พอสมควร... แต่ราคาค่าทางด่วนก็ใช้ได้เหมือนกัน

อัตราค่าทางด่วนสูงสุด

รถยนต์ 4 ล้อ     240 บาท
รถบรรทุก 6 ล้อ  380  บาท
รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป   550  บาท 


-------------------------------------------------------------------
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ






วันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

จัดเรียงเพลง mp3 กับเครื่องเสียงติดรถยนต์

การเรียงลำดับเพลงใน SD card


สำหรับท่านที่เปิดเพลงจาก SD card ในเครื่องเสียงติดรถยนต์ของท่าน แล้วเพลงที่เล่นไม่เป็นไปตามลำดับที่เราต้องการ ทั้งๆ ที่ตอนก็อปมาจากเครื่องคอมฯ ก็ทำการจัดเรียงไว้แล้ว แต่พอเอามาเปิดในรถยนต์กลับไม่ตรงตามที่จัดเรียงไว้ หลายท่านอาจจะหงุดหงิดไปบ้างในความต่อเนื่องในการฟัง อย่างเช่น เล่นเพลงเร็วๆ มันๆ พอจบเพลง แล้วมีเพลงช้ามาคั่น ...หรือ เพลงไทย เพลงฝรั่ง สลับมั่วกันไปหมด

         เนื่องจากการจัดเก็บข้อมูลลง SD card ใช้วิธีเก็บแบบ FAT ซึ่งเป็นเทคโนโยลีการจัดเก็บข้อมูลแบบเก่า และยังคงใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงตัวเครื่องเสียงที่อ่านข้อมูลจาก SD card ก็จะอ่านข้อมูล ไม่เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ถึงแม้คุณจะทำการเรียงลำดับในหน้าจอแล้ว แต่มันเป็นเพียงการทำเราให้ดูง่ายเฉยๆ   และการสร้าง folder ใน SD card เพื่อแยกประเภทของเพลง เช่น เพลงไทย เพลงสากล ลูกทุ่ง หมอลำ เป็นต้น หากทำสร้าง folder มากเกินไป เครื่องเสียงบางรุ่นจะหา folder ไม่เจอ จึงควรสร้างไม่เกิน 3 folder.

วิธีแก้ปัญหา  ให้ทำดังนี้ครับ

1) ให้โหลดโปรแกรม "FAT Sorter"  ลงไว้ที่เครื่องคอมฯ ของท่าน

ค้นใน google จะหาเจอ เป็นโปรแกรมโหลดมาใช้ฟรีครับ

2) จากนั้น ให้ทำการเปลี่ยนชื่อเพลงใน SD card โดยให้มีตัวเลข 3 หลัก นำหน้า เพื่อใช้ในการจัดเรียงลำดับ ตัวอย่างเช่น

100-ทำใจลำบาก ธเนศ
101-เธอปันใจ อัสนี
102-ให้เธอ อัสนี
103-เหนื่อย เอ็ม สุรศักดิ์
.
.
.

** ต้องนำหน้าด้วยตัวเลข 3 หลัก ***

3) เมื่อทำการเปลี่ยนชื่อเพลงทั้งหมดแล้ว ให้เปิดโปรแกรม FAT Sorter ขึ้นมา ระบุ Folder to Sort ให้เป็นไดร์ฟของ SD card จากนั้นให้กดปุ่ม Sort รอจนกว่าแถบสีจะขึ้นเต็ม แล้วปิดโปรแกรม

4) นำ SD card ไปเสียบที่เครื่องเสียงรถยนต์ มันก็จะอ่านเพลงตามลำดับหมายเลขที่เราต้องตั้งชื่อไว้ ส่วนมากเราก็จะจัดเรียงลำดับเพลงตามใจชอบ เช่นเอาเพลงซึ้งๆ มาไล่เรียงกัน...หรือเอา เพลงมันๆ ก็ให้มันต่อเนื่องยาวไปๆ 




คำแนะนำ
การโหลดเพลงมาจากอินเตอร์เน็ต หรือโหลดมาจากยูทูป มักจะมีช่วงจังหวะขึ้นต้น หรือแถมท้ายเพลงที่มีสร้อย หรือคำพูดแทรกอยู่ด้วย จะให้ดีต้องหาโปรแกรม mp3 cutter มาตัดหัวท้ายของเพลง...

-------------------------
ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ




วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2561

แนะนำการยื่นเอกสารที่สถานทูต

การรับรองเอกสารของสถานทูต (Legalization of Document)

คำแนะนำจากประสบการณ์ที่ได้ไปดำเนินเรื่องขอการรับรองเอกสารที่กรมการกงศุล (ถนนแจ้งวัฒนะ) มา ซึ่งอาจจะมีใครหลายๆ คนที่กำลังจะดำเนินเรื่องแบบนี้อยู่ ก็ลองมาทำความเข้าใจก่อน โดยบทความต่อไปนี้ จะบอกถึงรายละเอียดเฉพาะที่ไม่ได้ใช้บริการของบริษัทที่รับทำเรื่องให้นะครับ (หมายถึงไปยื่นด้วยตนเองนะครับ)

เอกสารที่นำไปยื่นรับรองที่สถานทูตต่างๆ นั้น จะต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์เอกสาร จากกรมการกงศุลก่อน จึงจะนำเอกสารไปยื่นยังสถานทูต (Legalization of Document) อีกรอบ ตามประเทศที่เราต้องการเดินทางไป

เอกสารที่จะยื่นต่อไปนี้ จะนำไปใช้ในกรณีที่ท่านต้องการจะเข้าพำนัก ณ ประเทศนั้นเป็นเวลานาน (มากกว่าวีซ่ากำหนดให้) เช่น ไปเรียนต่อ ไปทำงานหลายๆปี (ขอเวิอร์คเพอมิท) หรือ แต่งงานกับชาวต่างชาติ เป็นต้น

ขั้นตอน

1 เตรียมเอกสารให้ครบ

2 แปลเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ

3 ยื่นเอกสารรับรองที่กงศุล (หลักสี่)

4 นำเอกสารที่รับรองแล้ว มายื่น ณ สถานทูตของประเทศที่เราจะเดินทาง

5 นำไปยื่นเรื่อง ณ สถานกงศุล ของประเทศที่เราเดินทางไปถึง



เอกสารทั่วไปที่คนส่วนมากไปขอการรับรอง ได้แก่

1 สูติบัตร หรือ ใบเกิด
2 ทะเบียนสมรส  (คร.๓)
3 ทะเบียนบันทึกการสมรส (คร.๒)
4 ใบเปลี่ยนชื่อ
5 ใบรับรองโสด
6 อื่นๆ

ข้อควรระวัง กรณีนำเอกสารไปเคลือบพลาสติกไว้ ต้องตรวจสอบว่า จะไปยื่นที่สถานฑูตประเทศใด  ซึ่งบางประเทศจะขอดูของจริงที่ไม่มีการเคลือบ แต่บางประเทศก็สามารถใช้เอกสารที่ถ่ายเอกสารก็ได้ หากท่านเคลือบพล่าสติกไปแล้ว วิธีแก้ไขปัญหานี้คือ

1.  ไปที่สำนักงานเขต/อำเภอ เพื่อขอคัดสำเนาเอกสารทั้งหมดที่เคลือบไว้ โดยข้อมูลการจดทะเบียนใดๆ หลังปี 2530 สามารถไปขอที่ เขต/อำเภอ ใดๆ ก็ได้ทั่วประเทศ

2.  การคัดสำเนาต้องตรวจสอบว่า ลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ (นายอำเภอ/ปลัดอำเภอ/นายทะเบียน) จะต้องมี ลายเซ็นต์ ที่ได้ส่งเข้าไปเก็บรับรองไว้ในสารระบบของกงศุลแล้ว หากไม่มีลายเซ็นต์ในสารระบบ จะต้องทำหนังสือ 

"ตัวอย่างลายเซ็นต์" และ "รับรองลายเซ็นต์" 

ของเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวที่เซ็นต์รับรอง มาให้กงศุล เพื่อนำเข้าไปเก็บในฐานข้อมูล

              ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นมักจะเจอตอนที่เราไปขอคัดสำเนา แต่เจ้าหน้าที่เซ็นต์รับรอง กลับกลายเป็นเจ้าหน้าที่รักษาการแทน ซึ่งมีคำนำหน้าว่า  "แทน" หรือ มีการเปลี่ยนแปลงคนเซ็นต์ 
             ปกติแล้ว ทางกรมการกงศุล จะมีการเก็บฐานข้อมูลลายเซ็นต์ของเจ้าหน้าที่แต่ละเขต แต่ละอำเภอ อยู่ในฐานระบบ เมื่อเราไปคัดสำเนา ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนว่า จะนำเอกสารไปยื่นกงศุล และลายเซ็นต์ของเจ้าหน้าที่ได้ส่งไปกรมการกงศุลหรือไม่? หากยังไม่ยื่น ก็ต้องขอให้ทำหนังสือ ตัวอย่างลายเซ็นต์ ไปพร้อมกันเลยจะได้ไม่เสียเวลา ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น   

สรุปก็คือ ลายเซ็นต์ของเจ้าหน้าที่จากอำเภอ จะต้องได้รับการรับรองจากกงศุลก่อน
(เขตหลักสี่ จะมีลายมือชื่อของเจ้าหน้าที่ ที่ลงทะเบียนไว้ในสารระบบของกงศุลครบทุกคน)

**** สำหรับท่านที่นำเอกสารสำคัญไปเคลือบพลาสติกไว้ อาจจะได้รับความยุ่งยากตามมาทีหลัง วันใดวันหนึ่งที่ท่านต้องมาดำเนินการเรื่องต่างประเทศ 

        ถ้ากลัวว่าเอกสารจะฉีกขาดเสียหาย แนะนำ ให้เก็บไว้ในซองพลาสติก แทนการเคลือบ


การแปลเอกสาร

ปัญหาใหญ่ที่จะเจอเมื่อนำเอกสารไปแปล จาก ภาษาไทย เป็น ภาษาอังกฤษ (ซึ่งไม่ใช่ภาษาที่เราใช้ประจำ) ทำให้เกิดความรู้สึกว่า ทำไมไม่ผ่านสักที...บางที มันก็เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่ตรวจเอกสารด้วย มักจะให้ผ่านยาก เพราะไม่ตรงตามแบบฟอร์ม หรืออะไรก็แล้วแต่...แต่เพื่อความรวดเร็วในการที่จะให้เอกสารผ่านไปได้ด้วยดี จึงขอแนะนำการแปลเอกสาร ดังนี้

- เลือกใช้บริการแปลเอกสารกับคนที่อยู่ในกงศุลจะดีกว่า (มีเยอะพอสมควร) ยิ่งถ้าคนแปลรู้จักกับเจ้าหน้าที่ในนั้นก็จะผ่านได้เร็วมาก ค่าแปลเอกสาร ขึ้นอยู่คนแปลจะคิดราคา ส่วนมากจะคิด หน้าละ 1000-1500 บาท ไม่เกินนี้

- การแปลด้วยตนเอง และรับรองด้วยตนเอง มักจะไม่ผ่าน ไม่แนะนำให้แปลเอง***

- การใช้บริการแปลกับบริษัทที่ให้บริการโดยตรง จะง่ายกว่า


ประสบการณ์ เอกสารของผมแปลจากบริษัทข้างนอก(ที่ไม่เคยยื่นกับกงศุล) เมื่อเอาไปยื่นจะไม่ผ่าน มีจุดที่ผิดอยู่หลายจุด ถ้าเป็นไปได้ ให้คนที่รับงานในกงศุล แปลให้ ซึ่งเขาจะชำนาญและคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ในนั้นดี และให้คำแนะนำดีกว่า


การยื่นเอกสาร
1 เวลาในการยื่นมี 2 แบบ คือ เร่งด่วน 08:00-12:00 และ แบบปกติ 08:00-15:30น.
2 ค่าธรรมเนียมตราประทับ แบบด่วน 400 บาท แบบปกติ 200 บาท ต่อ 1 ตราประทับ
3 ถ้าเอกสารไม่มีแก้ไข แบบด่วนจะได้รับคืนตอน 14:00 น. แบบปกติจะได้คืนภายใน 2 วัน มารับเอง หรือส่งทางไปรษณีย์ (มีค่าส่ง)


คำแนะนำ
เวลายื่นเอกสาร ควรมาถึงสถานกงศุลแต่เช้า เพื่อขอรับคิว
การยื่นแบบด่วน (ก็ใช่ว่าจะได้ด่วน!) หากมีการแก้ไขข้อความก็จะใช้เวลานิดนึง เพียงแต่เราสามารถตามเอกสารได้ง่ายกว่าเดิม เพราะฉนั้นการที่ให้คนในกงศุลแปลและเดินเรื่องให้ เขาจะสามารถติดตามงานให้เราได้ง่ายกว่า

รับเอกสารเมื่อผ่านการรับรอง

เอกสารที่ได้รับกลับคืนมา ทุกใบจะมี 2 จุดที่ยืนยันและแสดงว่าเอกสารนั้นได้รับการรับรองจากกงศุลแล้ว คือ

1 พับหัวมุมบนของเอกสาร ด้วยการประทับตราครุฑและปิดผนึกด้วยพลาสติกใส













2 ด้านล่างตรงที่ว่างๆของเอกสาร ตราประทับจะมีการลง วันที่ออกเอกสาร/เลขที่/ลายมือผู้มีอำนาจ และตราครุฑของกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมผนึกด้วยพลาสติกใส













3 เอกสารที่ผ่านกรมการกงศุลรับรอง มีอายุใช้งาน 6 เดือน นับจากวันที่ออก

การยื่นเอกสารใดๆ ที่เจ้าตัวไม่มายื่นด้วยตนเอง ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ (ติดอากร) สำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจและเซ็นต์รับรองสำเนา พร้อมบัตรประชาชนตัวจริงของผู้รับมอบอำนาจ
กรณียื่นที่สถานทูต ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจภาษาอังกฤษ และ สำเนาพลาสปอร์ต ของผู้มอบอำนาจ พร้อมรับรองสำเนา และบัตรประชาชนตัวจริงของผู้รับมอบอำนาจ


เมื่อได้เอกสารที่รับรองมาแล้ว 
ให้ดำเนินการยื่นที่สถานทูตของประเทศที่เราจะเดินทางไป

1. ตรวจสอบสถานที่ตั้งของสถานทูต เพื่อการเดินทาง เวลาเปิด/ปิด กี่โมง โทรสอบถามก่อนก็ได้
2. ตรวจสอบค่าใช้จ่ายในการรับรองเอกสารก่อน เช่น
         - ค่าตราประทับ  จะนับตามจำนวนตราประทับ ค่าใช้จ่ายควรตรวจสอบก่อนไปยื่น 
         - บางสถานทูตไม่รับเงินสด ต้องใช้บัตรเงินสด หรือบัตรเครดิตแทน

ตัวอย่าง ไปยื่นที่สถานทูตฟินแลนด์ เขาคิด 30 ยูโร ต่อ 1 ตราประทับ
วันที่ไปยื่น มีจำนวน 8 ตราประทับ = 30 x 8 = 240 x 38(อัตราแลกเปลี่ยนตอนนั้น 1U : 38B) ต้องโอนเงินไป จำนวน 9,120 บาท

3. สถานทูตบางประเทศ อาจจะต้องทำการนัดหมายก่อน เช่น จะต้องส่งไปอีเมล์นัด หรือลงทะเบียนผ่านเว็บไซด์ของสถานทูต

4. เดินทางไปยังสถานทูตให้ตรงเวลานัดหมาย แต่งกายให้สุภาพ เอกสารต่างๆ เตรียมให้ครบ รวมถึงเงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ต้องเตรียมไปด้วย

5. เมื่อไปถึง จะต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบของสถานทูตอย่างเคร่งครัด เพราะเสมือนว่าการเข้าสถานทูต ก็คือเข้าประเทศของเขา

หวังว่าคงได้รับประโยชน์ไม่มากก็น้อย
สำหรับท่านที่คิดว่ายุ่งยาก ก็ลองใช้บริการจากบริษัทที่เขาดำเนินการให้ก็จะสะดวกดีเช่นกัน


ขอบคุณที่เข้ามาอ่าน













วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2561

Clear desk Clear screen policy

การจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบเรียบร้อย "Clear Desk Clear Screen Policy"

เป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมให้ ISMS มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น  โดยกำหนดให้พนักงานในองค์กรทุกคนปฏิบัติตาม เช่น ก่อนไปทานอาหารกลางวัน และหลังเลิกงานตอนเย็น


- คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานจะต้องตั้ง screen saver ที่มีรหัสผ่านเพื่อป้องกันการใช้ หรือมีมาตรการอื่นๆ ควบคุม เช่น การสแกนนิ้วมือ เป็นต้น โดยให้เริ่มล็อคหน้าจอเมื่อไม่ได้ใช้งานคอมพิวเตอร์นานเกิน 15 นาที

- เมื่อไม่อยู่ที่โต๊ะทำงาน ต้องกดล็อคหน้าจอทันที ก่อนออกไปจากโต๊ะ

- ควรจัดเก็บเอกสารข้อมูลที่สำคัญของบริษัทไว้ในที่มิดชิด รวมถึงสื่อบันทึกข้อมูลควรมีการเข้ารหัสป้องกัน โดยเอกสารและสื่อที่เก็บข้อมูลควรเก็บไว้ในที่มิดชิด หรือใส่ตู้ที่มีกุญแจล็อค

- พนักงานทุกคน จะต้องไม่วางเอกสารสำคัญไว้บนโต๊ะทำงานเมื่อไม่อยู่ที่โต๊ะทำงาน (เช่นเอกสารทางการเงิน,รายชื่อลูกค้า เป็นต้น) และจะต้องจัดเก็บโต๊ะให้เรียบร้อยก่อนเลิกงาน

- จะต้องไม่ติด user name/password  ไว้ที่หน้าจอ

- ตรวจสอบทุกครั้งว่าไม่มีเอกสารใดๆ ค้างอยู่ที่เครื่องถ่ายเอกสาร หรือเครื่องส่งแฟกซ์ หลังจากถ่ายสำเนาหรือส่งแฟกซ์เสร็จแล้ว

- ไม่มีเอกสารสำคัญ หรือ เอกสารลับ ค้างไว้ที่เครื่องถ่ายสำเนา หรือ เครื่องส่งแฟกซ์ 

- โทรศัพท์มือถือ(ที่เป็นของบริษัท) ควรตั้งรหัสผ่านหน้าจอ

- อุปกรณ์ที่สำคัญอื่นๆ เช่น USB thump drive/External HDD/ etc. ไม่ควรวางทิ้งไว้บนโต๊ะ

- กรณีใช้ notebook หลังเลิกงาน ควรเก็บไว้ในลิ้นชัก ถ้าไม่เก็บ ให้พับหน้าจอและมีสายล็อคเครื่องไว้
 
- บัตรพนักงาน ต้องติดตัวไว้ตลอด



ลองเอานโยบายนี้ไปใช้ดูนะครับ โดยปรับใช้กับกิจกรรมที่มีอยู่ เช่น การตรวจ 5ส ประจำเดือน ก็ให้เพิ่มนโยบายนี้เข้าใน Check list ด้วย  หรือตั้งเวรประจำวัน ให้แต่ละคนตรวจโต๊ะทำงานหลังเลิกงานทุกวัน และจดบันทึกด้วยว่าพนักงานคนใหนไม่ทำตามนโยบาย

กิจกรรมนี้จะอยู่ใน ISMS ข้อที่ 7 การควบคุมการเข้าถึง (Access Control) หัวข้อย่อย "ความรับผิดชอบของผู้ใช้งาน" (User responsibilities)

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านครับ